ลัทธิที่ไม่รับฟังคำกล่าวของสาวกพระพุทธเจ้า

มีบางลัทธิปฏิเสธที่จะรับฟังคำสอนจากสาวก แต่จะฟังแต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเท่านั้น ซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดในพระพุทธเจ้าที่ว่า

ก็บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำไม่ดื้อ
ด้านเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีรจนาไว้
เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก เป็นสาวก-
*ภาษิต ไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง
อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ แต่ว่า เมื่อผู้อื่น
กล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิตไว้ ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถลึกล้ำ เป็นโลกุตระปฏิสังยุต
ด้วยสุญญตธรรม ย่อมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้
ทั่วถึง และภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ ภิกษุ
เหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมสอบสวนเที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้
อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นย่อมเปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ทำ
อรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และบรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย
หลายอย่างเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้ได้รับการสอบถาม
แนะนำ ไม่ดื้อด้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกเหล่านี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำ ไม่ดื้อ
ด้าน เป็นเลิศ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=1841&Z=1990

จริงๆอรรถกถาจารย์ท่านอธิบายไว้ว่าหมายถึงไม่ควรฟังหรือใส่ใจคำกล่าวของสาวกของศาสดาอื่นที่กล่าวนอกแนวที่พระพุทธเจ้าสอนต่างหาก ดังหลักฐานในอรรถกถาดังนี้
———
บทว่า พาหิรกา ได้แก่ เป็นสุตตันตะนอกพระศาสนา.
บทว่า สาวกภาสิตา ได้แก่ ที่พวกสาวกของพาหิรกศาสดาเหล่านั้นกล่าวไว้.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=287
————

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า “ห้ามฟังคำกล่าวของสาวก”
ซึ่งการเข้าใจผิดว่า “ห้ามฟังคำกล่าวของสาวก” เป็นความเข้าใจผิดในคำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่าง ที่พระอัสสชิสอน อุปติสสะมานพ ก่อนบวชเป็นพระสารีบุตรว่า
“เย ธัมมา เหตุ ….” ซึ่งแปลว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าแสดงเหตุแห่งธรรมนั้นและความดับแห่งธรรมนั้น

ซึ่งก็เป็นคำกล่าวของพระสาวกคือพระอัสสชิซึ่งเป็นพระสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า (ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสแบบนี้เป๊ะๆแน่นอน) แต่ อุปติสสะมานพ ฟังคำสอนของสาวกก็ยังบรรลุโสดาบันได้ โดยไม่ต้องฟังจากคำสอนเป๊ะๆจากพระพุทธเจ้าสอน

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=4&A=1358&Z=1513&pagebreak=0

อีกอย่างพระพุทธเจ้าเองท่านก็ตรัสหลักตัดสินพระธรรมวินัยโดยมีใจความสรุปว่า คำสอนใดเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อความไม่ขี้เกียจ ฯลฯ ก็นับเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้กล่าวจะเป็นสาวกหรือใครก็ตาม ดังรายละเอียดที่ท่านท่านสอนนางปชาบดีโคตมีว่า
——————
ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลาย
กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไป
เพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็น
ไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไปเพื่อสันโดษ
ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วย
หมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เป็นไปเพื่อ
ความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึง
ทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ

http://84000.org/tipitaka/read/?23/143/289
——————-
ถ้าหลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา สาวกท่านใด หรือใครก็ตาม สอนในสิ่งเหล่านี้ โดยที่ไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็ถือว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน นั่นคือพระพุทธเจ้าให้ฟังคำสอนของสาวกได้

แต่ไม่ใช่คำสอนสาวกที่นอกแนว หรือ สอนผิดจากที่พระพุทธเจ้าสอน เช่นสอนผิดๆว่า นิพพานเป็นอัตตา นิพพานเป็นแดนทิพย์ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในกุฏิสวยงาม ฯลฯ

หรือแม้แต่ พระพรหมบางตน นั้นพระพุทธเจ้า ท่านก็รับรองภาษิตบางคำด้วยเช่นกันว่ากล่าวได้ถูกต้อง เช่น ภาษิตของ “สนังกุมารพรหม” เป็นต้น ดังที่ว่า

กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=4946&Z=4963

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ ลัทธิที่ไม่รับฟังคำกล่าวของสาวกพระพุทธเจ้า

  1. Pathavi พูดว่า:

    ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาครับ
    ในพระไตรปิฎกนั้นนอกจากพุทธพจน์แล้ว ภาษิตของพระสารีบุตรมีมากในอันดับรองลงมา ซึ่งล้วนแต่มีเนื้อหาที่สุขุมลุ่มลึก มีคุณค่าทางการศึกษาอย่างยิ่งทั้งนั้น เช่น
    * นิพพานสูตร พระอุทายี ถามพระสารีบุตรว่า นิพพานนี้ไม่มีเวทนา (สุข ทุกข์) จะเป็นสุขได้อย่างไร?
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=8870&Z=8945
    * อนาถปิณฑิโกวาทสูตร พระสารีบุตรแสดงธรรมให้ อนาถบิณฑิกคฤหบดี ซึ่งกำลังป่วยหนักจวนสิ้นลม
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=14&A=9311&Z=9524
    * สุตวาสูตร พระมหาโกฏฐิตะ ถามพระสารีบุตรว่า ปุถุชน พระโสดาบัน พระอรหันต์ ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=3765&Z=3792
    ท่านที่มีความเห็นว่าไม่ควรรับฟังคำกล่าวของพระสาวกพึงพิจารณาให้รอบคอบก่อน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s