When “Science” meet “Dhamma” at the same point.

วันก่อนผมได้อ่านหนังสือ ‘What Do You Care What Other People Think?’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ Professor Dr. Richard P. Feynman (ศาสตราจารย์ ดร. ริชาร์ด พี ฟายน์แมน) ทำให้ผมทึ่งในความคิดของท่านมากในมุมมองของท่านที่มีต่อโลก และที่ทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ ท่านได้เห็นธรรมชาติตามหลักวิทยาศาสตร์ตามความเป็นจริง ได้ใกล้เคียงกับมุมมองของหลักธรรมทางศาสนาพุทธอย่างมาก โดยที่ท่านไม่น่าจะเคยศึกษาหลักธรรมทางศาสนาพุทธถึงขั้นลึกซึ้งมาก่อน  ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ตอนช่วงท้ายเล่มดังนี้

For instance, the scientific article may say, “The radioactive phosphorus content of the cerebrum of the rat decreases to one-half in a period of two weeks.”  Now what does that mean? 

     It means that phosphorous that is in the brain of a rat – and also in mine, and yours – is not the same phosphorus as it was two weeks ago.  It means the atoms that are in the brain are being replaced: the ones that were there before have gone away. 

        So what is this mind of ours: what are these atoms with consciousness?  Last week’s potatoes!  They now can remember what was going on in my mind a year ago – a mind which has long ago been replaced. 

     To note that the thing I call my individuality is only a pattern or dance, that is what it means when one discovers how long it takes for the atoms of the brain to be replaced by other atoms.  The atoms come into my brain, dance a dance, and then go out – there are always new atoms, but always doing the same dance, remembering what the dance was yesterday. 

ซึ่งแปลได้ว่า

ยกตัวอย่างเช่น ในบทความทางวิทยาศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า “องค์ประกอบของสารฟอสฟอรัสกัมมันตรังสีในสมองส่วนซีรีบรัมของหนูจะลดลงครึ่งนึง ในช่วงระยะเวลา ทุกๆ 2 สัปดาห์” ประโยคนี้หมายความว่ายังไง?

     มันหมายความว่า สารฟอสฟอรัสที่อยู่ในสมองของหนู และที่อยู่ในสมองของผมและของคุณนั้น ไม่ใช่สารฟอสฟอรัสตัวเดิมที่มันเคยเป็นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็คืออะตอมที่อยู่ในสมองนั้นจะถูกเปลี่ยนใหม่ส่วนอะตอมเดิมที่มีอยู่ก่อนนั้นจะหายไป 

        ดังนั้นแล้วจิตใจของเราคืออะไร? อะตอมหล่านี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่เราเป็นอยู่หรือ? มันฝรั่งที่กินไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนนี้มันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสมอง (เนื่องจากในมันฝรั่งมีอะตอมของฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ) และมันสามารถทำหน้าที่จดจำสิ่งต่างๆในจิตใจของผมเมื่อปีที่แล้วได้ และมันก็ถูกแทนที่ด้วยอะตอมใหม่มาอย่างต่อเนื่องยาวนานแสนนาน

     สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ผมเรียกมันเป็นการส่วนตัวว่าเป็น รูปแบบ หรือ การเต้นรำ เท่านั้น ซึ่งมันหมายความว่า การที่มีใครคนหนึ่งค้นพบว่าอะตอมฟอสฟอรัสอะตอมนึงใช้เวลาอยู่ในสมองนานเท่าไหร่ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยอะตอมอื่นนั้น ทำให้เรารู้ว่า อะตอมต่างๆที่เข้ามาในสมองของเรา แล้วมันก็มาเต้นรำอยู่ในสมองของเราอยู่ชั่วคราวช่วงเวลาหนึ่งแล้วมันก็ออกไปจากสมองเรา และก็จะมีอะตอมใหม่ๆ ที่เข้ามาเต้นรำในสมองของเราอยู่เสมอโดยจำรูปแบบการเต้นรำของอะตอมตัวก่อนที่เคยทำไว้ในสมองเราเมื่อวันก่อน 

อ่านแล้วทำให้ผมรู้สึกทึ่งในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลท่านนี้มาก เพราะกระตุ้นให้มองเข้ามาในร่างกายของตนเอง และสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ ว่า มันไม่คงที่ (ตรงกับหลักธรรมที่ว่า อนิจจัง) เดี๋ยวก็มีอะตอมเข้ามาแล้วก็เสื่อมสลายไป  และเมื่ออะตอมตัวเข้ามาแล้วก็ไม่ได้อยู่นิ่งๆ กับที่ในสมอง แต่มีการสั่นไหวเคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา ดังที่ ศ.ดร. ริชาร์ด ไฟน์แมนกล่าวไว้ว่า เหมือนกับการเต้นรำ (ตรงกับหลักธรรมที่ว่า ทุกขัง เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่า การที่เรามองเห็นเป็นสมองบ้าง เป็นร่างกายบ้าง แท้จริงมันคือ กลุ่มของอะตอมที่เรียงกันเป็นรูปร่างที่เราเห็นนั่นเอง แท้จริงก็คืออะตอมของธาตุต่างๆ ที่มาเรียงกันนั่นเอง ทำให้ไม่เห็นว่าร่างกายอวัยวะใดๆนั่นเป็นตัวตนแต่อย่างใด (ตรงกับหลักธรรมที่ว่า อนัตตา) ซึ่งลักษณะที่ว่ามานี้มีร่วมกันในทุกสรรพสิ่งที่เรารู้จักในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ ในเอกภพนี้ทั้งสิ้น ลักษณะที่มีร่วมกันในทุกสิ่งดังที่ว่ามานี้เรียกว่า ไตรลักษณ์ ประกอบด้วย ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา 

จะเห็นได้ว่า เมื่อศึกษาธรรมชาติของสรรพสิ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ที่สุดของความรู้นั้นก็จะไปตรงกับหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบและสั่งสอนสัตว์โลกมาอย่างน้อย 2600 กว่าปีมาแล้ว 

แต่ทำไมคนที่ศึกษาวิทยาศาตร์ถึงขั้นสุดยอดขององค์ความรู้ในยุคสมัยนั้นๆ จนได้รับรางวัลโนเบล
อันทรงเกียรติแล้วอย่าง อัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ หรือ ริชาร์ด ไฟน์แมน แล้วทำไมยังไม่บรรลุธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอน?

นั่นก็เป็นเพราะการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั้น จะเป็นการศึกษาเน้นไปที่ รูปธรรม คือสิ่งที่สัมผัสจับต้องได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือตา หู จมูก ลิ้น และ กายเท่านั้น แม้บางอย่างไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อโดยตรงอย่างอะตอม ก็สามารถใช้เครื่องมือต่างๆทางวิทยาศาสตร์อันเป็นการขยายขอบเขตความรับรู้ ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้สามารถรับรู้ได้ว่า รูปธรรมบางอย่างที่ไม่อาจรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างอะตอมนั้นมีอยู่จริง เป็นต้น

แต่การที่จะบรรลุธรรมได้นั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า การเข้าใจและเห็นอย่างถูกต้องว่า รูปธรรมต่างๆ เป็นไตรลักษณ์นั้น ยังไม่เพียงพอต่อการบรรลุธรรม นอกจากนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอนใน “อัสสุตวตาสูตร” อีกว่า แม้คนที่ไม่เคยฟังธรรมของพระองค์มาก่อน ก็สามารถเห็นได้เข้าใจได้ว่า “รูปธรรมนั้นไม่เที่ยงแท้คงทน” แต่ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า นามธรรมที่หลงยึดว่าเป็นตัวตนของเรานั้นตกอยู่ใต้กฏแห่งไตรลักษณ์ จุดนี้เองจึงเป็นเครื่องกั้นที่ทำให้ ผู้ที่ไม่เคยฟังคำสอนและวิธิปฏิบัติธรรมตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เลย และพระพุทธเจ้ายังตรัสสอน
สุภัททะปริพาชกก่อนปรินิพพานไม่นานดังใจความว่า “ในศาสนาอื่นนั้น ไม่มีผู้ที่บรรลุธรรมตัดกิเลสเป็นพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่จะมีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะคำสอนอื่นนอกจากพุทธศาสนาไม่มีคำสอนในเรื่องวิถีทางให้พ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือ การรู้รูปธรรมและนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ นั่นเอง”

ซึ่งนามธรรม ที่ทางวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ศึกษาจนทะลุปรุโปร่งก็คือ ความรู้สึก (เวทนา) ความจำได้หมายรู้ (สัญญา) ความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) และสภาพที่รับรู้สิ่งต่างๆ (วิญญาณ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ทั้งรูปธรรม และ นามธรรม ต่างๆนั้น ต่างก็ตกอยู่ใต้กฏของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อรู้ตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้งแล้ว จิตก็จะคลายความยึดถือในรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ก็จะบรรลุธรรมในขณะที่จิตปล่อยความยึดมั่นในรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายนั่นเอง

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

2 ตอบกลับที่ When “Science” meet “Dhamma” at the same point.

  1. Nitthathai Thasri พูดว่า:

    น่าสนใจ และเป็นอนิจจัง เช่นนั้นจริงๆค่ะ

  2. Pathavi พูดว่า:

    ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของท่านผู้เขียนบทความ
    เป็นบทความที่น่าสนใจมากๆ ไม่ค่อยได้เห็นบทความทางพระพุทธศาสนาที่เขียนในแนวนี้มานานพอสมควรแล้ว ผมอ่านแล้วนึกถึงงานของท่าน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ
    คำสอนของพระพุทธศาสนานั้น เอหิปัสสิโก คือ ทนต่อการเพ่ง ท้าทายต่อการพิสูจน์ตรวจสอบ ยิ่งพิจารณาสอบสวนมากเท่าใดยิ่งได้รู้ว่าเป็นของดีจริงเท่านั้น เมื่อเทียบกับคำสอนของศาสนาอื่นที่เน้นไปที่ความศรัทธา จะพบว่าคุณสมบัติต่างกันอย่างตรงกันข้ามทีเดียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s