การตามรู้จิต ตามรู้กาย เป็นสมถะหรือวิปัสสนา ?

การตามรู้จิตหรือตามรู้กาย  เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะพิจารณาในแง่ไหน ถ้าผู้ปฏิบัติธรรม พิจารณา แค่ลักษณะจิตเป็นเช่นไร มีราคา โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ หรือ กายเป็นเช่นไร ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เท่านี้ก็เป็นสมถะกรรมฐาน หรือ เรียกอีกอย่างว่า เป็น อารัมมณูปณิชฌาณ คือเพ่งอารมณ์ (อารมณ์หรือสิ่งที่ถูกรู้ในที่นี้ก็คือ จิต, เวทนา, หรือกาย) แต่ถ้าตามรู้ตามเห็นจิตหรือกายในลักษณะ 3 อย่าง ทั่วๆไปของสรรพสิ่ง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งคือ ความเกิดขึ้นแล้วดับไป ความแปรปรวนไป หรือ ความที่บังคับไม่ได้หรือไม่ใช่ตัวตน เหล่านี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นวิปัสสนา หรือ เรียกอีกอย่างว่า ลักขณูปณิชฌาณ คือ เพ่งลักษณะสามัญ หรือ ไตรลักษณ์

ซึ่งในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าจิตยังไม่เคยได้ฟังธรรมให้พิจารณาไตรลักษณ์ ก็มักจะดำเนินอยู่ในแบบที่เป็นสมถะ แต่จิตที่อบรมดีแล้วจะพลิกเป็นสมถะและวิปัสสนากลับไปกลับมาเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ให้เจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาให้มาก ๆ จึงจะเรียกว่ามีความเพียร และ ความเพียรนี้ทำให้ก้าวล่วงความทุกข์ได้

ดังนั้นการตามรู้กายและการรู้จิตจึงเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมกำลังดำเนินจิตแบบไหน

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน การปฏิบัติธรรม, ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s