ลักษณะของฌาน

เรื่องนี้มีพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่นำมาเทศน์ดังนี้
1. หลวงปู่เทสก์  บอกว่าความตั้งมั่นแห่งจิตมี 2 แบบคือ “ฌาน กับ สมาธิ”
2. หลวงพ่อพุธ อธิบายว่า  ฌาน ของหลวงปู่เทสก์ หมายถึง อารัมมณูปนิชฌาน  ส่วน  สมาธิของหลวงปู่เทสก์ หมายถึง   ลักขณูปนิชฌาน
3. หลวงพ่อปราโมทย์ อธิบายเช่นเดียวกับหลวงพ่อพุธกล่าว

ซึ่งเรื่องนี้มีที่มาจาก อรรถกถา พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑  ดังรายละเอียดนี้

ฌานนี้นั้น มีอยู่ ๒ อย่างคือ
๑) อารัมมณูปนิชฌาน (เข้าไปเพ่งอารมณ์)
๒) ลักขณูปนิชฌาน (เข้าไปเพ่งลักษณะ)

บรรดาฌานทั้ง ๒ นั้น สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยอุปจาร ท่านเรียกว่า อารัมมณูปนิชฌาน.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า (ตอบว่า) เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์คือกสิณ.

วิปัสสนามรรคและผล ท่านเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาณ.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะ.

จริงอยู่ บรรดาวิปัสสนามรรคและผลเหล่านี้ วิปัสสนา ย่อมเข้าไปเพ่งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น. ก็กิจคือการเข้าไปเพ่ง ด้วยวิปัสสนาย่อมสำเร็จด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น มรรคท่านเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน. ส่วนผล ท่านก็เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งลักษณะ
ที่แท้จริงแห่งนิโรธ.

แต่ในอรรถนี้ (หมายถึงในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑) ท่านประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌานเท่านั้น ในอธิการว่าด้วยฌานนี้ พระอาจารย์ผู้โจทก์ท้วงว่า ชื่อว่าฌานที่ควร จะพึงอ้างถึงอย่างนี้ว่า เป็นไปกับด้วยวิตก เป็นไปกับด้วยวิจาร ฯลฯ มีปีติและสุข ดังนี้ นั้นเป็นไฉนเล่า ?

ข้าพเจ้า จะกล่าวเฉลยต่อไป :- เปรียบเหมือนบุรุษคนอื่นเว้นเว้นทรัพย์และปริชนเสีย ย่อมเป็นผู้ไม่สมควรภาวะที่จะพึงอ้างถึงในประโยคมีอาทิว่า ผู้มีทรัพย์ ผู้มีปริชน ฉันใด ฌานอื่น เว้นธรรมมีวิตกเป็นต้นเสีย ควรจะพึง อ้างถึง ย่อมไม่มี ฉันนั้น. เหมือนอย่างว่า การสมมติว่าเสนา ในองค์เสนา
ทั้งหลาย ที่ชาวโลกกล่าวว่า เสนา มีพลรถ มีพลเดินเท้า ดังนี้นั่นแล บัณฑิตควรทราบฉันใด ในอธิการนี้ ก็ควรทราบ การสมมติว่าฌาน ในองค์๔ นั้นแลฉันนั้น.

ควรทราบในองค์ ๕ เหล่าไหน ? ในองค์ ๕ เหล่านี้ คือ
วิตก ความตรึก วิจาร ความตรอง ปีติ ความอิ่มใจ สุข ความสบายใจ
จิตเตกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เดียว. จริงอยู่ องค์ ๕ เหล่านี้และ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยความเป็นองค์แห่งฌานนั้น โดยนัยมีอาทิว่า เป็นไป
กับด้วยวิตก เป็นไปกับด้วยวิจาร.

ถ้าหากพระอาจารย์ผู้โจทก์พึงท้วงว่า เอกัคคตา (ความที่มีจิตมีอารมณ์
เดียว) จัดเป็นองค์ (แห่งฌาน) ไม่ได้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้
(ในบาลีแห่งฌาน) มิใช่หรือ ?
แก้ว่า ก็คำที่ท่านกล่าวนั้น ย่อมไม่ถูก.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า เพราะจิตเตกัคคตาแม้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบาลี
แห่งฌานนั่นเอง  จริงอยู่ จิตเตกัคคตาแม้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แน่นอนใน
คัมภีร์วิภังค์อย่างนี้ว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา ชื่อว่า ฌาน

เพราะฉะนั้น คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นไปกับด้วยวิตก เป็นไปกับด้วยวิจาร
ดังนี้ ฉันใด แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้ในอธิการนี้ว่า สจิตเตกัคค-
ตา แม้จิตเตกัคคตา ก็ควรทราบว่า เป็นองค์ (แห่งฌาน) ทีเดียว ตาม
พระบาลีในคัมภีร์วิภังค์นี้ ฉันนั้น. จริงอยู่ อุเทศ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำ
ไว้แล้วด้วยพระประสงค์ใด อุเทศนั้นนั่นเอง ก็เป็นอันพระองค์ทรงประกาศไว้
แล้ว แม้ในคัมภีร์วิภังค์ ด้วยพระประสงค์นั้นแล

อ้างอิง
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑
http://www.thammapedia.com/dhamma/tripitaka/attha_thai/01.pdf

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน การปฏิบัติธรรม, ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s