เรื่องที่กล่าวอ้างว่า พระอชิตะที่จะมาตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย

มีตำนานเล่าต่อกันมาดังบันทึกใน ปฐมสมโพธิกถา ว่า

“พระนางปชาบดี ผู้ซึ่งเป็นน้าของพระพุทธเจ้า ได้ถวายทำผ้าเนื้อดีมาถวายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่รับ แล้วนางก็ไปถวายพระรูปอื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ จนถึงพระองค์สุดท้ายชื่ออชิตะที่เป็นพระบวชใหม่ ซึ่งพระรูปนี้ได้รับไว้ นางก็เสียใจที่อุตสาห์ทำผ้าถวายพระพุทธเจ้า ผ้ากลับไปตกถึงพระบวชใหม่ และพระพุทธเจ้าก็โยนบาตรขึ้นฟ้า ก็ไม่มีใครหาพบ แม้กระทั่งพระโมคคัลลานะที่มีฤทธิ์มากที่สุดในหมู้ภิกษุด้วยกันก็ยังหาไม่พบ แต่พระอชิตะยื่นมือออกไป บาตรพระพุทธเจ้าก็ตกลงมาที่มือ แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่า พระบวชใหม่ที่ชื่ออชิตะนี้ ต่อไปจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ชื่อพระศรีอริยเมตไตรย ทำให้นางปชาบดี เลื่อมใส”

ซึ่งเรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่า  คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถาไปนำเรื่องนี้มาจากไหน  แต่ จากหลักฐานในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย  พระไตรปิฎกและอรรถกถา ดังรายละเอียดใน ทักขิณาวิภังคสูตร และอรรถกถา กล่าว(โดยใจความสรุป)เพียงว่า

พระนางปชาบดี ผู้ซึ่งเป็นน้าของพระพุทธเจ้า ได้ถวายทำผ้าเนื้อดีมาถวายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่รับ แต่ให้นางถวายผ้าแด่สงฆ์ เพราะว่าได้บุญมากกว่าที่เจาะจงถวายเฉพาะพระพุทธเจ้า แม้ในอนาคตที่ศาสนาเสื่อมจะมีนักบวชในพุทธศาสนาที่เรียกว่า ภิกษุโคตรภู คือกึ่งพระกึ่งชาวบ้าน เพียงเอา ผ้าเหลืองพันคอ เรียกตนเองว่าพระ แต่ทุศีล ถึงแม้ให้ทานในสงฆ์กลุ่มนี้โดยไม่เจาะจงก็ยังมีผลมาก

"ดูกรอานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มี
ผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะ สงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น ดูกรอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น เราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่า เราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทาน (ทานที่เจาะจงตัวบุคคล) ว่ามีผลมากกว่าทักษิณา (ทานที่ไม่เจาะจงตัวบุคคล) ที่ถึงแล้วใน สงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ"

อรรถกถาอธิบายว่า ภิกษุโคตรภูนั้น  เป็นสมณะแต่ชื่อ คือ ผู้มีชื่อว่ามีผ้ากาสาวะพันคอ.  ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นพันผ้ากาสาวะผืนหนึ่งที่มือหรือที่คอเที่ยวไป. ก็ประตูบ้าน แม้กรรมมีบุตรภริยากสิกรรมและวณิชกรรมเป็นต้นทั้งหลายของภิกษุผู้ทุศีลเหล่านั้น ก็จักเป็นปกติเทียว. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า สงฆ์ทุศีล  คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น จริงอยู่ สงฆ์ชื่อว่าทุศีลไม่มี แม้ทักขิณาทานที่ให้ในสงฆ์ซึ่งมีภิกษุมีผ้ากาสาวะพันคอ ตรัสว่ามีผลนับไม่ได้

ซึ่งจากหลักฐานดังกล่าว จะเห็นว่า พระพุทธเจ้า ไม่รับ ผ้าที่นางปชาบดีถวาย แต่ให้ถวายแด่สงฆ์ส่วนรวมไม่เจาะจงตัวบุคคล เพราะทรงต้องการอนุเคราะห์ นางปชาบดี ให้ได้บุญมากกว่าที่ถวายเฉพาะพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว และพระองค์ไม่ได้บอกให้ถวายให้พระรูปอื่นรูปใดโดยเฉพาะตามเรื่องเล่าหรือตำนานในข้างต้น (สงฆ์หมายถึงหมู่ภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป) ซึ่งน่าจะเป็นเพราะตำนานดังกล่าวจำมาผิด

และพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสถึงพระอชิตะที่เป็นพระโพธิสัตว์เลย ท่านตรัสถึงพระศรีอาริยเมตไตรย เพียงแค่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเท่านั้น ส่วนพระอชิตะที่มีปรากฎในพระไตรปิฎกนั้นไม่ใช่พระโพธิสัตว์แต่เป็นพราหมณ์ที่มาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกก็ยังมีการกล่าวถึง อดีตชาติของพระโคดมพุทธเจ้าในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ว่าเคยเกิดเป็นพราหมณ์ชื่ออชิตะในสมัยของพระโสภิตพุทธเจ้า เท่านั้น

ส่วนพระชื่ออชิตะที่เป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งจะตรัสรู้นั้นเป็นพระเมตไตรยพุทธเจ้า ระบุไว้ใน คัมภีร์อนาคตวงศ์ แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของพระอชิตะโพธิสัตว์ในสมัยพุทธกาลของพระโคดมพุทธเจ้าเลย

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน #พระพุทธเจ้า#, ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s