พุทธศาสนาอยู่ได้ห้าพันปีจริงหรือ?

พุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมดาของสรรพสิ่ง คือ เมื่อมีเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ และมีการเสื่อมไป

ช่วงเวลาที่คำสอนอันมีค่าที่เป็นทางไปแห่งความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงเหล่านี้ก็จะไม่อยู่ตลอดไป
บ้างก็กล่าวว่า พุทธศาสนาอยู่ได้ห้าพันปี หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

เรื่องนี้มีที่มาจาก อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สัมปสาทนียสูตร ที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“แต่วงศ์ของสมณะผู้นุ่งผ้าขาว ไม่สามารถจะดำรงศาสนาไว้ได้ ตั้งแต่กาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ
1. ศาสนาดำรงอยู่ได้ตลอดพันปีด้วยภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา
2. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้ทรงอภิญญา ๖
3. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้ทรงวิชชา ๓
4.ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้เป็นสุกขวิปัสสกะ
5. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยเหล่าภิกษุผู้ทรงปาฏิโมกข์
ก็ศาสนาย่อมมีอันทรุดลงตั้งแต่การแทงตลอดสัจจะของภิกษุรูปหลังๆ และแต่การทำลายศีลของภิกษุรูปหลังๆ”

จะเห็นได้ว่านี่ กรณีที่เชื่อกันว่า พุทธศาสนาอยู่ได้ 5,000 ปีนี่ มีหลักฐานว่าเป็นเหตุการณ์ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า

ส่วนในศาสนาของพระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้าใน พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ ภิกขุนิกขันธก วรรณนา กล่าวว่า อธิบายเรื่องที่พระพุทธเจ้าบัญญัติครุธรรม 8 ประการให้พระนางปชาบดีโคตมี ก่อนบวชภิกษุณีว่า ถ้าไม่บัญญัติครุธรรม 8 ประการ ศาสนาอยู่ได้ 500 ปีแทนที่จะอยู่ได้ 1,000 ปี  ซึ่งตรงจุดนี้อรรถถาอธิบายว่า 1,000 ปีแบ่งเป็นช่วงๆ ดังนี้

“แต่คำว่า พันปี นั้น พระองค์ตรัสด้วย
– อำนาจพระขีณาสพผู้ถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทาเท่านั้น.
แต่เมื่อจะตั้งอยู่ยิ่งกว่าพันปีนั้นบ้าง จักตั้งอยู่สิ้นพันปี
– ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพสุกขวิปัสสกะ,
– จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระอนาคามี,
– จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระสกทาคามี,
– จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจพระโสดาบัน,
รวมความว่า พระปฏิเวธสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดห้าพันปี ด้วยประการฉะนี้”

แต่ในอรรถกถาทั้งสองนี้ เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของพระอาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาเท่านั้น (ซึ่งคัมภีร์เหล่านี้เกิดในช่วง 1,000 ปีแรกหลักพุทธปรินิพพาน) ซึ่งไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เพราะพระธรรมก็เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดกาลเวลา (อกาลิโก) ดังที่สวดกันในบทสวดสรรเสริญคุณของพระธรรม และนอกจากนี้พระพุทธเจ้าตรัสโดยไม่ได้ระบุเวลา ดังในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า

“ในธรรมวินัย (ศาสนา) ใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ (พระโสดาบัน) สมณะที่ ๒ (พระสกทาคามี) สมณะที่ ๓ (พระอนาคามี) หรือสมณะที่ ๔ (พระอรหันต์) ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔  ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ”

ซึ่งไม่ได้ระบุช่วงระยะเวลาแน่ชัดว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ขอเพียงแค่ภิกษุอยู่โดยชอบโลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ซึ่งคำว่า อยู่โดยชอบ (สมฺมา วิหเรยฺยุํ) ในอรรถถามหาปรินิพพานสูตรนั้นกล่าวว่า หมายถึงการที่ พระผู้เริ่มวิปัสสนา เพื่อโสดาปัตติมรรค/สกทาคามิมรรค/อนาคามิมรรค/อรหัตตมรรค กำหนดกัมมัฏฐานที่ตนคล่องแคล่ว กระทำแม้ผู้อื่นให้เป็นผู้เริ่มวิปัสสนาเพื่อโสดาปัตติมรรค/สกทาคามิมรรค/อนาคามิมรรค/อรหัตตมรรค นี่เรียกว่าอยู่โดยชอบ หรือการที่พระโสดาบัน/พระสกทาคามี/พระอนาคามี/พระอรหันต์ บอกฐานะที่ตนบรรลุแก่ผู้อื่น ทำผู้อื่นนั้นให้เป็นพระโสดาบัน/พระสกทาคามี/พระอนาคามี/พระอรหันต์ ชื่อว่าอยู่โดยชอบ

นั่นคือ สรุปได้ว่า ข้อความในอรรถกถาน่าจะเป็นแค่การบอกกล่าวคร่าวๆเฉยๆว่า ในช่วงพันปีที่ 1,2,3,4,5 นั้น ส่วนมากพยายามได้เต็มที่แล้วจะได้ผลเช่นไร เช่นในช่วง 4,000 – 5,000 ปี แทบจะไม่มีพระอรหันต์ (แต่ใช่ว่าจะไม่มี เพราะถ้าภิกษุยังอยู่โดยชอบ โลกก็ยังมีพระอรหันต์อยู่ตามที่พระพุทธเจ้าบอก)

เมื่อพิจารณาจากข้อความใน อรรถกถาสัมปสาทนียสูตร  ข้างต้นจะพบว่า ศาสนาเริ่มเสื่อมแล้วตั้งแต่ มีการทำลายศีลของภิกษุรูปหลังๆ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พระภิกษุจะต้องรักษาศีลของพระให้บริสุทธิ์ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ศาสนายิ่งเสื่อมเร็วขึ้น

แต่ที่ระบุว่า ศาสนาปัจจุบันอายุ 5,000 ปีนับจากพระโคดมพุทธเจ้า เท่าที่เห็นคือปรากฏในคัมภีร์ชั้นหลังๆ คือ  คัมภีร์อนาคตวงศ์

สรุป
– ศาสนาพุทธ ไม่จำเป็นต้องอยู่ 5,000 ปี อาจจะนานกว่านั้นหรือสั้นกว่านั้นก็ได้ขึ้นอยู่กับว่า ภิกษุยังอยู่โดยชอบหรือเปล่า
– พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสไว้ในที่ใดเลยว่า ศาสนาของท่านจะมีอายุเท่านั้นเท่านี่ปี แต่พระที่แต่งคำอธิบายพระไตรปิฎกเป็นผู้คาดการณ์ว่าศาสนาจะมีอายุ 5,000 ปี
– ศาสนาพุทธจะเริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆ เมื่อมีการทำลายศีลของภิกษุ

อ้างอิง
http://www.thammapedia.com/dhamma/attha_thai.php
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=21875

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s