อปัณณกชาดก : พ่อค้าฉลาดกับพ่อค้าโง่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายอยู่สองคน อาศัยอยู่ในพระนครพาราณสี  คนหนึ่งฉลาด อีกคนหนึ่งโง่  บิดาของทั้งสองก็เป็นพ่อค้าเหมือนกัน ทั้งสองตระกูลนี้ ค้าขายสินค้าระหว่างเมือง โดยซื้อของจากเมืองหนึ่งแล้วบรรทุกใส่เกวียนไปขายยังอีกเมืองหนึ่งเป็นประจำ  เมื่อครั้งชายทั้งสองโตขึ้น ก็ได้สืบทอดกิจการค้าขายต่อจากบิดา ครั้งหนึ่งพ่อค้าทั้งสองคนนี้ ก็ได้เตรียมของมีค่าใส่เกวียน คนละ 500 เล่มเพื่อนำไปขาย เมื่อพ่อค้าคนที่ฉลาดเห็นว่า ถ้าไปพร้อมกันทางเดินก็จะคับแคบทำให้เดินทางไม่สะดวก อีกทั้งยังต้องแก่งแย่งเสบียงระหว่างทางเช่น หญ้าสำหรับโคที่กินระหว่างทางและ ฟืนสำหรับก่อไฟเวลากลางคืนอีกด้วย พ่อค้าฉลาดจึงคุยกับพ่อค่าโง่ว่าจะไม่เดินทางพร้อมกัน และถามพ่อค้าโง่ว่าจะไปก่อนหรือไปทีหลัง

พ่อค้าโง่คิดในใจว่าถ้าเราไปก่อนก็จะได้เปรียบเพราะ
1) ถ้าไปก่อน หนทางยังไม่พังมาก
2) มีหญ้าให้โคเทียมเกวียนได้กินเยอะกว่า
3) สามารถกินผลไม้ตามทางได้เยอะกว่า
4) น้ำในแหล่งน้ำกลางทางยังใสอยู่ และมีเยอะกว่า
5) สามารถตั้งราคาสินค้าได้ตามใจชอบเพราะยังไม่เคยมีคนตั้งราคาไว้ก่อน
จึงได้ตอบไปว่า เราจะไปก่อน

ส่วนพ่อค้าฉลาดคิดว่า ไปทีหลังดีกว่าเพราะ
1)  ถ้าไปก่อน คณะแรกก็จะเหยียบทางขรุขระให้เรียบทำให้เดินทางสะดวกขึ้น
2)  โคของคณะแรกจะกินหญ้าแก่และแข็งไม่อร่อย ส่วนโคของคณะเราจะกินหญ้าอ่อนที่พึ่งงอกใหม่ซึ่งนุ่มและอร่อยกว่า
3)  สามารถกินผักผลไม้ตามทางที่งอกใหม่ซึ่งอร่อยกว่า
4) ถ้าที่ใดขาดแคลนน้ำ คณะแรกก็จะขุดบ่อน้ำขึ้น เราก็ดื่มนํ้าในบ่อที่เขาขุดไว้ โดยไม่ต้องขุดเอง
5) ราคาของก็ขายตามคณะแรกได้เลยโดยที่ไม่ต้องคิดมาก
จึงยอมให้พ่อค้าโง่ไปก่อน

เมื่อพ่อค้าโง่เดินทางพ้นเขตเมือง ก็เจอทางกันดารที่ยาวถึง 960 กิโลเมตร ซึ่งขาดแคลนน้ำและมียักษ์อาศัยอยู่ ระหว่างทางยักษ์ก็เห็นว่ามีคนเดินผ่านมาก็คิดว่า “เราจะให้คนเหล่านี้ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาให้ได้ มันจะได้ไม่มีแรกแล้วเราจะได้จับพวกมันกินเป็นอาหารได้โดยง่าย” แล้วยักษ์ก็เนรมิตตนเองเป็นพ่อค้าที่มีผมและเส้อผ้าเปียกปอน และถือดอกบัว เดินสวนทางมา แล้วถามพ่อค้าเกวียนโง่ว่า “ท่านทั้งหลายจะไปไหน”. ฝ่ายพ่อค้าเกวียนโง่ตอบว่า “เราจะไปค้าขาย” พร้อมถามกลับว่า “ทางที่ท่านผ่านมาฝนตกหรือ และมีสระบัวด้วยหรือ” ยักษ์ก็โกหกว่า “ทางที่เราเดินมามีป่า ในป่านั้นฝกตกเป็นประจำ และมีสระน้ำมากมาย ในสระน้ำก็เต็มไปด้วยดอกบัว” และยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้างหน้ามีน้ำมากมาย ท่านทั้งหลายทิ้งตุ่มน้ำที่แบกมาเถอะ เกวียนจะได้เบาและเดินทางได้เร็วขึ้น” พ่อค้าเกวียนโง่ก็หลงเชื่อ จึงให้ทิ้งตุ่มทั้งหลายออกจากเกวียนทั้งหมด ไม่เหลือนํ้าไว้เลยแม้แต่นิด แล้วออกเดินทางต่อไป ก็ไม่เจอน้ำเลย คณะเกวียนก็กระหายน้ำและเหนื่อยและจอดเกวียนเพื่อพักผ่อนเมื่อถึงเวลาค่ำ ในคืนนั้นเองยักษ์ก็เข้ามาจับโคและมนุษย์กินเป็นอาหาร เหลือไว้แต่เศษกระดูกกระจายเรี่ยราด และเกวียน 500 เล่มที่มีสินค้าที่บรรทุก

ฝ่ายพ่อค้าที่ฉลาดก็ได้ออกเดินทางหลังพ่อค้าเกวียนโง่ประมาณครึ่งเดือน ในระหว่างทางกันดาร พ่อค้าเกวียนก็เตือนลูกน้องให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและอย่ากินพืชพรรณที่ไม่รู้จักระหว่างทางเพราะอาจจะมีพิษได้ ระหว่างทาง ยักษ์ก็เห็นคณะเกวียนของพ่อค้าฉลาด ก็แปลงร่างเป็นคนมาหาเช่นเดียวกับ พ่อค้าเกวียนคณะก่อน พ่อค้าเกวียนเห็นเข้าก็รู้ว่าไม่ใช่คนเพราะมีนัยน์ตาแดง และไม่มีเงาของเขาปรากฏในตอนกลางวัน เมื่อยักษ์ชวนให้ทิ้งตุ่มน้ำ พ่อค้าเกวียนฉลาดก็ยังไม่ทิ้งตุ่มน้ำเพราะว่ายังไม่เห็นน้ำ เมื่อยักษ์ไปแล้ว ลูกน้องก็เข้ามาหาพ่อค้าฉลาด แล้วขอให้ทิ้งตุ่มน้ำ พ่อค้าฉลาดจึงถามว่า “เคยได้ยินมาก่อนไหมว่า ในทางนี้มีสระน้ำ” ลูกน้องตอบว่า “ไม่เคยเลย”
พ่อค้าฉลาดถามอีกว่า “ที่คนเมื่อกี้บอกว่าฝนจะตก เราเห็นเมฆตั้งเค้าไหม เห็นฟ้าแลบและได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม” ลูกน้องตอบว่า “ไม่เห็นและไม่ได้ยิน”  พ่อค้าฉลาดถามอีกว่า “รู้จักกลุ่มคนเมื่อกี้หรือเปล่า” ลูกน้องตอบว่า “ไม่รู้จัก” พ่อค้าฉลาดจึงบอกว่า “พวกนี้เป็นยักษ์จะายุให้เราทิ้งน้ำ พวกจะได้อ่อนแรงและมันจะกินพวกเรา ดังนั้นอย่าทิ้งน้ำเป็นอันขาด” เมื่อเดินทางต่อไปก็พบเห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม ของคณะพ่อค้าโง่จอดอยู่ จึงกินให้อิ่มแล้วจัดให้มีเวรยามเฝ้าตลอดคืน ทำให้ยักษ์ไม่กล้าบุกเข้ามา เมื่อเช้าแล้ว พ่อค้าฉลาดแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย แล้วใช้เกวียนที่แข็งแรงของพ่อค้าโง่ รวมทั้งให้ขนของที่มีค่าในเกวียนพ่อค้าโง่ เพื่อเอาไปขายด้วย หลังจากเดินทางผ่านทางกันดาร แล้วพ่อค้าเกวียนก็ไปถึงอีกเมืองหนึ่งแล้วขายของได้กำไรมากมาย

ข้อคิดจากเรื่อง
– ควรใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างแยบคายละเอียดถี่ถ้วน อย่าคาดเดาเอาเอง
– ไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ
– อย่าหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง จนทิ้งสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อรรถกถา อปัณณกชาดก
http://www.84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270001

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ธรรมะและศาสนา, นิทานชาดก คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s