วันสิ้นโลกตามพระไตรปิฎก

ในสุริยสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต)  http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=2162&Z=2259
และอรรถกถา  http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=63

กล่าวไว้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควร
เบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

เขาสิเนรุ (โลกเป็นส่วนประกอบเล็กๆส่วนหนึ่งของเขาสิเนรุ ) ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ (1,344,000 km) โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ช่วงเวลาที่เป็นลางบอกเหตุว่าเขาสิเนรุจะพินาศ คือเริ่มจาก
– ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชพรรณต่างๆ ก็เหี่ยวเฉา และน้ำในแหล่งน้ำก็ระเหยไป ทำให้แม่น้ำ ทะเล มหาสมุทร ตื้นเขิน
– ต่อมาก็จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น ทำให้แม่น้ำลำคลอง ทั้งหมด เหือดแห้ง ไม่มีน้ำ
– ต่อมาก็จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏขึ้น ทำให้แม่น้ำสายใหญ่ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด เหือดแห้งไม่มีน้ำ
– ต่อมาก็จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏขึ้น ทำให้ต้นน้ำของแม่น้ำใหญ่ ทั้งหมด เหือดแห้งไม่มีน้ำ
– ต่อมาก็จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏขึ้น ทำให้น้ำในมหาสมุทรที่ลึกมากๆ ตั้งแต่ 100-700 โยชน์ แห้งเหลือน้ำลึกเพียง 1 – 7 เท่าของความสูงต้นตาล และค่อยๆ แห้งไปเรื่อยๆจนเหลือน้ำลึกเพียง 1 – 7 เท่าของความสูงของคน และค่อยๆลดลงจนเหลือน้ำลึกเพียง ครึ่งตัวคน ลึกแค่เอว,เข่า ข้อเท้า จนเหลือเพียงในรอยเท้าโค เปรียบเหมือน ในฤดูแล้ง เมื่อฝนตกลงมา น้ำขังในรอยเท้าโค จนกระทั่ง น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี
–  ต่อมาก็จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ ทำให้แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
– และจนกระทั่งดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ  ทำให้แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน และเมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาลุกโชน ลมจะหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้สูงแค่ไหนก็ตาม (100 – 500 โยชน์) ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง ใครจะไปรู้ ใครจะไปเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปที่เชื่อ (เพราะรู้แล้วว่า สิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมใดๆก็ตาม เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีเสื่อมสลายและดับไป เป็นธรรมดา)

อรรถกถาอธิบายเพิ่มว่า

“ก็เมื่อโลกกำลังพินาศ ตั้งต้นแต่อเวจีมหานรกไป ก็มีแต่ความว่างเปล่า. สัตว์ทั้งหลายครั้นขึ้นจากอเวจีมหานรกนั้นแล้ว ก็บังเกิดในมนุษย์โลกและในสัตว์เดรัจฉาน. แม้สัตว์ที่บังเกิดในสัตว์เดรัจฉานกลับได้เมตตาในบุตรและพี่น้อง เมื่อตายแล้ว บังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.  เทวดาทั้งหลายเที่ยวไปทางอากาศ ร้องบอกกันว่า ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว พวกท่านจงเจริญเมตตา เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขากันเถิด ดังนี้.  สัตว์เหล่านั้น ครั้นเจริญเมตตาเป็นต้นแล้ว จุติจากที่นั้นแล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลก”

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ วันสิ้นโลกตามพระไตรปิฎก

  1. Pingback: วันสิ้นโลกตามพระไตรปิฎก | nanbbrave

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s