ก่อนเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตอนพิเศษ : เหตุการณ์ขณะเจ้าชายสิตธัตถะออกบวช

ในตอนนี้พระพุทธเจ้าเล่าประวัติของพระองค์ให้ โพธิราชกุมารฟัง ดังปรากฏใน โพธิราชกุมารสูตรดังนี้

“ดูกรราชกุมาร ก่อนแต่ตรัสรู้ แม้เมื่ออาตมภาพยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็มีความคิดเห็นว่า ความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ด้วยความสุขไม่มีความสุขอันบุคคลจะพึงถึงได้ด้วยทุกข์แล ดูกรราชกุมาร สมัยต่อมา เมื่ออาตมภาพยังเป็นหนุ่มมีผมดำสนิท ประกอบด้วยวัยกำลังเจริญ เป็นปฐมวัย เมื่อมารดาบิดาไม่ ปรารถนา (จะให้บวช) ร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ ได้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ครั้นบวชอย่างนี้แล้ว แสวงหาว่าอะไรจะเป็นกุศล ค้นคว้า สันติ วรบทอันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งขึ้น ไปกว่า จึงได้เข้าไปอาฬารดาบส กาลามโคตร..(เล่าพุทธประวัติ ตอนทรมานกาย ตอนตรัสรู้ ตอนท้อพระทัยและพระพรหมอาราธนา ตอนพิจารณาสัตว์โลกอุปมาดอกบัว 3 เหล่า ไปเรื่อยๆ จนถึง สอนปัญจวัคย์ให้สำเร็จอรหัตตผล)..”

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เรื่อง  กัณฐกวิมาน กล่าวถึงตอนที่พระโมคคัลลานะได้ขึ้นไปชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วพบ  กัณฐกเทพบุตร อยู่ในวิมานที่สวยงามจึงถามว่า เป็นใครและทำบุญอะไรไว้ เทพบุตรตอบว่า

“ข้าพเจ้าเป็นพญาม้าชื่อกัณฐกะ เป็นสหชาติของพระโอรส ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นใหญ่กว่าเจ้าศากยะทั้งหลายในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชโอรสนั้น เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในมัชฌิมยาม (เที่ยงคืน) เพื่อความตรัสรู้ เอาฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนเล็บแดงจางสุกใส ตบอกข้าพเจ้าเบาๆ แล้วตรัสกะข้าพเจ้าว่า จงพาฉันไปเถิดสหาย ฉันได้บรรลุพระโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้มีความร่าเริงยินดีเบิกบาน บันเทิงใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับคำของท่านโดยความเคารพ ครั้นข้าพเจ้ารู้ว่า พระมหาบุรุษผู้เป็นพระโอรสแห่งศากยราชผู้เรืองยศ ประทับนั่งบนหลังของข้าพเจ้าแล้ว มีจิตเบิกบานบันเทิงใจ นำพระมหาบุรุษออกไปจากพระนคร ไปจนถึงแว่นแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระมหาบุรุษมิได้มีความอาลัยละทิ้งข้าพเจ้ากับฉันนะอำมาตย์ไว้ ทรงหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้ง ๒ ของพระองค์ ซึ่งมีเล็บอันแดง ด้วยลิ้น ร้องไห้ แลดูพระลูกเจ้าผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่เสด็จไปอยู่ ข้าพเจ้าป่วยอย่างหนักเพราะมิได้เห็นพระมหาบุรุษศากโยรส ผู้มีศิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้ตายลงอย่างรวดเร็ว   ด้วยอานุภาพแห่งปีติและโสมนัสนั้นข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ยังวิมานนี้ อันประกอบด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทพบุรี”

ส่วนในอรรถกถาเขียนว่า

“ข้าพเจ้าคือกัณฐกอัศวราช สหชาตของพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ ราชธานีของกษัตริย์แคว้นศากยะ ครั้งใดพระราชโอรสเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อโพธิญาณตอนเที่ยงคืน พระองค์ใช้ฝ่าพระหัตถ์อันนุ่มและพระนขา (เล็บ) ที่แดงปลั่งค่อยๆ ตบขาข้าพเจ้า และตรัสว่า พาเราไปเถิดเพื่อน เราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้วจักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร [ห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร].
เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น ได้มีความร่าเริงเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานยินดี ได้รับคำในครั้งนั้น ครั้นรู้ว่าพระศากโยรสผู้มียศใหญ่ประทับนั่งเหนือหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานบันเทิง นำพระมหาบุรุษไปถึงแว่นแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นมิได้ทรงอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้าและฉันนอำมาตย์ไว้ เสด็จหลีกไป
ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของพระองค์ ร้องไห้แลดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไป เพราะไม่ได้เห็นพระศากโยรสผู้ทรงสิรินั้น ข้าพเจ้าป่วยหนัก ก็ตายอย่างฉับพลัน ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่วิมานทิพย์นี้ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทุกอย่างในเทวนคร”

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติมจากอาจารย์ที่แต่งอรรถกถาอีกว่า

“อัศวราชนั้นให้พระโพธิสัตว์ประทับบนหลัง ในสมัยเสด็จมหาภิเนษกรมณ์ได้พาพระมหาบุรุษล่วงเลยราชอาณาจักรทั้งสาม ให้ถึงฝั่งอโนมานที โดยราตรีนั้นยังไม่สิ้นเลย.  เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาสัตว์ทรงรับบาตรและจีวรที่ฆฏิการมหาพรหมน้อมถวาย(*ดูหมายเหตุ)  ทรงผนวชแล้วปล่อยให้กลับกบิลพัสดุ์พร้อมกับฉันนอำมาตย์ ใช้ลิ้นของตนเลียพระยุคลบาทของพระมหาบุรุษ ด้วยหัวใจที่หนักด้วยความรัก ลืมตาทั้งสองซึ่งมีประสาทเป็นที่พอใจ แลดูชั่วทัศนวิสัยที่จะเห็นได้ แต่เมื่อพระโลกนาถ (ลับตา) ไปแล้ว มีใจเลื่อมใสว่า เราได้พาพระมหาบุรุษผู้เป็นนายกชั้นยอดของโลกชื่ออย่างนี้ ร่างกายของเรามีประโยชน์หนอ อดกลั้นวิโยคทุกข์ไว้ไม่ได้ เพราะอำนาจความรักที่เกาะเกี่ยวกันมาช้านาน ยังถูกธรรมดาเตือนด้วยอำนาจทิพยสมบัติที่น่ายกย่องอยู่อีก ก็ทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

จาก กัณฐกวิมาน
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=2622&Z=2678    และ
อรรถกถา
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=81

ข้อสังเกตุจากเรื่อง
– เจ้าชายสิตธัตถะมีเล็บสีแดง
– เจ้าชายสิตธัตถะออกบวชตอนเที่ยงคืนของคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง
– ขณะที่กำลังจะออกจากวัง พระพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโทธนะ และพระมารดา(เลี้ยง) คือ พระนางปชาบดีโคตมี ก็รับรู้ และไม่อยากให้บวชจนถึงกับร้องไห้น้ำตานองหน้า

*หมายเหตุ
ฆฏิการมหาพรหมเป็นพระพรหมอนาคามี ที่บรรลุธรรมสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระกัสสปพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้านี้) ในชาตินั้น ฆฏิการมหาพรหม เป็นช่างหม้อชื่อฆฎิการมาณพ และ เจ้าชายสิตธัตถะเป็น พราหมณ์ที่ชื่อ โชติปาละ ซึ่งเป็นเพื่อนกับ ฆฎิการมาณ นั่นเอง

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน #พระพุทธเจ้า#, ธรรมะและศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s