พระที่ปาราชิก ถึงแม้สึกจากการเป็นพระแล้ว ก็ทำประโยชน์ได้

พระที่ปาราชิกคือพระที่บวชแล้วประพฤติผิดวินัย ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

1. ฆ่ามนุษย์หรือให้คนอื่นฆ่ามนุษย์โดยเจตนา

2. ขโมยของที่มีราคามากกว่าราคาที่กฎหมายกำหนดโทษ

3. มีเพศสัมพันธ์ (ไม่ว่ากับคนหรือสัตว์อะไรก็นับรวมหมด)

4. อวดอ้างคุณวิเศษต่างๆ ที่ไม่มีในตน (เช่น ได้ฌาณ,แสดงอิทธิฤทธิได้, เป็นพระโสดาบัน … เป็นพระอรหันต์ เป็นต้น)

ถึงแม้สึกจากการเป็นพระแล้ว
หากสำนักผิด ก็ไม่สามารถบวชเป็นพระภิกษุได้อีกก็จริง
แต่สามารถบวชเป็นสามเณรถือศีล 10 และปฎิบัติธรรม
ก็มีสิทธิ์ไปสวรรค์หรือบรรลุธรรมถึงขั้นโสดาบัน,สกทาคามี, หรืออนาคามีได้

รายละเอียดเพิ่มเติม

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเทศน์ เรื่อง อัคคิขันธุปมสูตร (ในอรรถกถาเรียก อัคคิขันโธปมสูตร ) หรือสูตรว่าด้วยการปรียบเทียบว่าส่วนประกอบของความเป็นชีวิตสัตว์หรือที่เรียกว่าขันธ์ มีโทษเป็นความเร่าร้อนดุจกองเพลิงถ้าประพฤติผิด ทำให้พระภิกษุ 3 กลุ่มที่ฟังเทศน์ กลุ่มละ 60 รูป มีอาการต่างๆกันดังนี้

1. กลุ่มแรก สำเร็จเป็นพระอรหันต์เพราะไม่ถือมั่น

2. กลุ่มที่สอง กระอักเลือด (บางคนเข้าใจผิดว่าตาย)

3. กลุ่มที่สาม ลาสิกขาบท (สึกออกจากพระ) ไปเป็นฆราวาส

แต่อรรถกถาของพระสูตรนี้ไม่ได้กล่าวรายละเอียดโดยตรง ซึ่งรายละเอียดจริงๆ อยู่ใน อรรถกถาอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖ ซึ่งพูดถึงพุทธกิจ 5 ตอนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าจะพิจารณาตรวจตราสัตว์โลกที่ท่านจะไปสั่งสอน และก็ยกตัวอย่างว่ามีครั้งหนึ่งท่านจะไปเทศน์ที่แคว้นโกศล และเมื่อเทศน์อัคคิขันโธปมสูตรแล้ว จะมีพระสำเร็จเป็นพระอรหันต์แต่ก็จะมีบางกลุ่มต้องกระอักเลือด หรือ สึกจากพระไป แต่ท่านก็ตัดสินใจเทศน์ เพราะได้ประโยชน์ทั้ง 3 กลุ่ม

โดยกลุ่มแรก ได้ประโยชน์แน่นอนคือสิ้นกิเลส พ้นทุกข์ทางใจอย่างสิ้นเชิง

และกลุ่มที่สอง ท่านพิจารณาแล้วว่า ที่กระอักเลือดก็เพราะ พระกลุ่มนี้ ต้องอาบัติปาราชิก (ถึงแม้ว่ากระอักเลือดก็ไม่ใช่ว่าจะตาย) และกลุ่มนี้หลังจากกระอักเลือดแล้วก็จะลาสิกขา (ปาราชิกคือพ้นจากความเป็นพระตั้งแต่ทำแล้ว แต่ยังใส่ผ้าเหลืองอยู่) และหลังจากลาสิกขาแล้ว พวกที่เคยปาราชิกบางคนสำนึกผิด แม้ว่าไม่สามารถบวชเป็นพระภิกษุได้อีกก็จริง แต่สามารถบวชเป็นสามเณรถือศีล 10 และปฎิบัติธรรมก็มีสิทธิ์ไปสวรรค์หรือบรรลุธรรมถึงขั้นโสดาบัน,สกทาคามี, หรืออนาคามีได้ แต่ถ้าพระกลุ่มนี้ไม่ได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าเทศน์ ก็จะยังห่มผ้าเหลืองทั้งๆที่ต้องอาบัติปาราชิก ก็จะทำให้เป็นบาปกรรม และตกนรก ถ้าพอฟังแล้วก็จะละฐานะความเป็นภิกษุไม่ให้ศาสนามัวหมอง และหลังจากนั้นก็ปฏิบัติธรรมยังพอไปดีได้บ้าง

ส่วนกลุ่มที่สาม ที่สึกออกไปเพราะว่า ล่วงละเมิดสิกขาบทเล็กน้อยต่างๆ เวลาฟังธรรมก็เกิดความเร่าร้อนในกายในใจ (ที่เรียกกันว่าผ้าเหลืองร้อน) เลยเห็นว่าบวชพระเป็นของยาก เรื่องระเบียบวินัยจุกจิกเยอะไม่สามารถรักษาได้ ก็สึกไปเป็นฆราวาสรักษาศีล 5 และปฎิบัติธรรมก็มีสิทธิ์ไปสวรรค์หรือบรรลุธรรมถึงขั้นโสดาบัน,สกทาคามี, หรืออนาคามีได้เช่นกัน แต่ถ้าพระกลุ่มนี้ไม่ได้ฟังธรรม ก็จะมีความประมาทและในอนาคตก็ไม่พ้นต้องอาบัติใหญ่ๆ เช่น สังฆาฑิเสส หรือ ปาราชิกต่อไป สู้สึกไปเป็นฆราวาสแล้วปฏิบัติธรรมยังพอเอาดีได้บ้าง

อ้างอิงจาก

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=52

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=166ce75b8195a90c&clk=wttpcts

ข้อคิดจากเรื่อง

1. ถ้าพลาดพลั้งปาราชิกไปแล้วอย่าท้อใจ สึกจากพระแล้วบวชเป็นเณรก็ไปดีได้ (แต่ปาราชิกนั้นต้องไม่เป็นอนันตอริยกรรม เช่น ฆ่ามนุษย์ที่เป็นพ่อแม่ตนเองหรือพระอรหันต์)  บางท่านอาจจะสงสัยว่า เรื่องใหญ่ขนาดปาราชิกนี่พลาดกันได้ยังไง ก็ขอยกตัวอย่างในพระวินัยปิฎก ตอนหนึ่งที่รวบรวมกรณีศึกษาไว้ว่า ทำแบบไหนปาราชิก แบบไหนไม่ปาราชิก เช่นมีตัวอย่างพระรูปหนึ่งเห็นนักโทษประหารกำลังจะถูกฆ่า ก็เกิดสงสารนักโทษขึ้น แล้วไปบอกนักฆ่าแค่ว่า เจ้าต้องตัดคอให้เร็วเลยนะ นักโทษจะได้ไม่ทรมานเวลาตาย  แค่นักฆ่ารับคำแล้วทำตามนั้น พระพุทธเจ้าก็ตัดสินว่าพระรูปนั้นปาราชิกแล้ว เป็นต้น

2. อย่าละเมิดสิกขาบท (ศีลพระ 227 ข้อ) แม้เพียงเล็กน้อยเพราะจะทำให้จิตใจเร่าร้อนและพลาดจากคุณอันใหญ่คือมรรคผล,สวรรค์,สุคติ ถ้าไม่ได้ปลงอาบัติ หรือ ลาสิกขาไปก่อน

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ธรรมะและศาสนา, ศีล คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s